เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กับการสร้างคลื่นลูกที่สองให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

แกรี่ เนวิลล์ กล่าวว่าการจู่โจมของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก เป็นจุดเริ่มต้นของการมาถึงครั้งที่สองของการคุมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่สโมสร

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นำ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สู่แชมป์ พรีเมียร์ลีก 2 สมัยในสามฤดูกาลแรกของเขาในรูปแบบการทำลายสถิติ แต่เก็บ 18 คะแนนตามหลังแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล ในวาระสุดท้ายในฤดูกาลแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เอติฮัด สเตเดี้ยม

อย่างไรก็ตามการถือกำเนิดขึ้นของ รูแบน ดิแอส, ชูเอา คันเซโล่ และ ฟิล โฟเดน ควบคู่ไปกับวิวัฒนาการของ จอห์น สโตนส์ และ อิลคาย กุนโดกัน ทำให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า พลิกโฉมทีมของเขา และฟื้นฟูการปกครองของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาลนี้

การชนะ 21 เกมติดต่อกันทำให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สามารถควบคุมการแข่งขันชิงแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และพวกเขายังคงตามล่าหาถ้วยรางวัลใน แชมเปียนส์ลีก และการแข่งขันถ้วยในประเทศ

แกรี่ เนวิลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านฟุตบอลได้พูดถึง การเข้ามาของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่สร้างความแตกต่างให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

แกรี่ เนววิลล์ กล่าวว่า “คุณภาพของฟุตบอลที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามาคุมทีมในสองฤดูกาลแรกนั้นยอดเยี่ยมมาก มันอยู่บนจุดสูงสุดของโลกและมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในฤดูกาลที่แล้ว ทั้งหมดนี้เปลี่ยนไปในการชนะ เชลซี ในเดือนมกราคม”

“สิ่งที่เราเห็นใน 30 นาทีของการเล่นที่โดดเด่นในครึ่งแรกที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นมันในตอนนี้อย่างต่อเนื่อง”

“ถ้าคุณบอกผมว่าการป้องกันของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะประกอบด้วย ชูเอา คันเซโล่, โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้, จอห์น สโตน และ รูเบน ดิแอส ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล ผมได้บอกว่าพวกเขาจะเสียประตู แต่พวกเขาไม่ได้เป็นเช่นนั้น และพวกเขาทั้งหมดสมควรได้รับเครดิตที่ยอดเยี่ยม”

“ถ้าพูดถึง ชูเอา คันเซโล่ เขาเป็นคนหนึ่งที่ผมรัก ผมเคยร่วมงานกับเขาที่ บาเลนเซีย ผมรักเขามาตลอด ส่วน รูเบน ดิแอส ก็เป็นกองหลังที่โลดโผนและเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมเมื่อเจอกับเขาตอนที่ผมเป็นผู้จัดการทีมในสเปน ผมรู้ว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เซ็นสัญญากับผู้เล่นเมื่อพวกเขามี แอมริก ลาปอร์ต”

“ส่วน จอห์น สโตนส์ ผมทำงานร่วมกับเขาในอังกฤษ และได้เห็นพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยม แต่แล้วคุณก็คิดถึงสมาธิและโฟกัสแบบนั้นในช่วงเวลาสำคัญ ๆ ในเกม แต่สิ่งที่เราเห็นตอนนี้คือเกมที่เขาเล่นอย่างต่อเนื่อง ในระดับสูงสุดในทีมที่ยอดเยี่ยม”

“ดังนั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จึงมีกองหลังดาวรุ่งที่ยอดเยี่ยมซึ่งมีความกล้าหาญในแง่ของการผลักดันในสนาม และการแย่งบอล พวกเขามีผู้เล่นในตำแหน่งกองกลางที่ดีและกำลังพัฒนาในฐานะทีม”

หลังจากได้รับมรดกของ แว็งซ็อง กงปานี, ยาย่า ตูเร, ดาวิด ซิลว่า และ เซร์ฆิโอ อาเกวโร เมื่อเขาเข้าร่วมกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นครั้งแรก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้ดูแลช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงและสร้างทีมใหม่ในลักษณะเดียวกับที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ 13 ฤดูกาลที่ชนะเลิศที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด

ทีมชาติอินเดียถูกทั่วโลก ล้อเลี่ยน เมื่อ 70 ปีก่อน

ทีมชาติอินเดียถูกทั่วโลก ล้อเลี่ยน เมื่อ 70 ปีก่อน ที่ไม่ได้ไปบอลโลก

ในยุคนั้นคนสมัยก่อนยังไม่รู้จักคำว่า บูลลี่ หรือล้อเลียนกับความรู้สึกของคน ที่คิดว่าคนที่แตกต่างหรือทำตัวประหลาดนั้นเป็นเรื่องตลกไป แต่แท้จริงแล้วมันขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมและมารยาทของประเทศนั้นๆ กลายเป็นข้อถกเถียงและตลก แซว กันมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะเพียงแค่ประเทศอินเดียนั้นยังไม่เจริญแค่นั้นเอง

สิ่งที่คนทั้งโลกคิดกันไปเอง

หากย้อนไปในปี ค.ศ 1950 เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เรามักจะไม่รู้ตัวกับการบูลลี่ประเทศนั้นก็คือประเทศอินเดีย ที่คนทั้งโลกนั้นต่างกันฮือฮา ที่ประเทศอินเดียนั้นได้เข้ารอบไปเตะฟุตบอลโลก แต่ก็ต้องจบฝันเพราะว่าทางสมาคมฟุตบอลโลกไม่อนุญาตให้ประเทศอินเดียลงแข่งขันบอลโลกครั้งนี้ เพียงเพราะว่าทีมชาติอินเดีย ไม่ได้ใส่รองเท้าเตะฟุตบอล มันผิดกฎของทางสมาคมฟุตบอลโลก เลยพลาดโอกาสสำคัญที่สุดของชาติ และเป็นบทเรียนราคาแพงของพวกเขาว่าบนโลกนี้ไม่ได้มีคนดี 100% ที่จะมองพวกเขาในแง่ดี นี่แหละคือสิ่งที่คนทั้งโลกคิด และคนประเทศอินเดียก็คิดเช่นนี้เช่นกัน

แต่ความจริงที่ทุกคนต้องรู้ว่าทำไมอินเดียถึงไม่ไปฟุตบอลโลก

ความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความลับของทีมชาติอินเดีย คือการปฏิเสธทางสมาคมฟุตบอลของโลก ท้าวความไปถึงในศึกฟุตบอล โอลิมปิก ที่ประเทศอินเดียนั้นได้เข้าร่วมแข่งขัน เป็นที่ประการตาอย่างมากเพราะทีมชาติอินเดียนั้นไม่ใส่รองเท้าเตะฟุตบอลเลยแม้แต่สักคน และโชว์ลีลาได้สุดยอดทำให้ผู้คนนั้นตะลึงกันไปทั้งทั่วสนาม เหตุผลสั้นๆของอินเดียที่ไม่ใส่รองเท้าเพราะว่าพวกเขานั้นรู้สึก อึดอัดเวลาที่ใส่รองเท้า ไม่มีความมั่นใจในการเตะฟุตบอล มีหลายปัจจัยทางการเงินอีกด้วยที่คนชั้นสูงนั้นมักจะมีเงินซื้อมาใส่และคนชั้นต่ำไม่ได้มีโอกาสที่จะใส่ ก็เลยกลายเป็นว่าทั้งประเทศแทบจะไม่ใส่รองเท้าเดินกันเลยทีเดียว

ปฎิเสธ FIFA ได้แบบไร้เยื้อใย

ในเวลาต่อมา หลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วทางสมาคมฟุตบอลของโลก ก็ได้จัดตั้งรายการฟุตบอลโลกขึ้นมาอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไปนานถึง 12 ปี และได้เล็งเห็นลีลาการเล่นของประเทศอินเดียแล้ว จึงได้ส่งหนังสือเชิญไปทางชาติอินเดีย ให้เข้าร่วมรายการแข่งขันฟุตบอลในครั้งนี้ แปลทางอินเดียนั้นตอบกลับทางสมาคมฟุตบอลโลกแบบหน้าหงายไปเลยทีเดียว “ว่าไม่ขอเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ “ สาเหตุสั้นๆง่ายๆก็คือทางสมาคมฟุตบอลบังคับให้นักเตะทุกทีมที่เข้าร่วมรายการนี้ต้องใส่รองเท้าฟุตบอลลงสนามทุกครั้งเป็นไปตามกฎที่ตั้งเอาไว้ แต่ทางทีมอินเดียนั้นไม่สนใจกดอะไรทั้งนั้นของสมาคมจึงปฏิเสธแบบทันควัน และบอกไปอีกว่า “ พวกเขานั้นต้องการที่จะเตะฟุตบอล ทำไมต้องใส่รองเท้า หรือว่าพวกคุณได้โรยเศษแก้วไว้ในสนามบอลหรือเปล่า “ นี่ก็คือความจริงที่ทุกคนต้องรู้กับวัฒนธรรมของประเทศอินเดีย ที่เราไม่อาบจะมองว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดไปได้